Third letter – จดหมายฉบับที่สามจากนิรนาม เตือนรัฐบาลเยอรมนีให้เตรียมช่วยป้องกันการก่อรัฐประหารไทย

21 กรกฎาคม2563

พณ.ท่าน เอกอัครราชทูต มร. เกร์ก ชมิดท์

สถานเอกอัครราชทูตแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย

9 ถนนสาทรใต้

กรุงเทพฯ 10120

ประเทศไทย

เรื่อง จับตาบทบาทของเยอรมนีในการเป็นจุดเริ่มต้นของภาระกิจลับทางทหารเพื่อต่อสู้กับพลเรือนชาวไทย

กราบเรียน พณ.ท่าน เอกอัครราชทูต มร.ชมิดท์

จากหัวเรื่องข้างต้นเป็นเหตุให้องค์กรของเราไม่สามารถอยู่นิ่งเฉย จึงขออนุญาตส่งสารถึงท่านเอกอัครราชทูตแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำราชอาณาจักรไทย อันเป็นจดหมายฉบับที่สาม ซึ่งเราพยายามให้มีเนื้อหาไม่ยาวนัก เพื่อกราบเรียนให้ท่านทราบถึงสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากในประเทศไทย  หลังจากจดหมายฉบับแรกของเราที่ลงวันที่ 16 มิถุนายน2563 ซึ่งเราได้กล่าวถึงการเข้าเป็นภาคีของประเทศเยอรมนีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ซึ่งตรงกับกรณีการลักพาตัวนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ให้หายไปจนถึงปัจจุบัน  ถัดมาไม่กี่วัน เราก็ได้ส่งจดหมายฉบับที่สองลงวันที่ 16 กรกฎาคม2563 เพื่อสรุปการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศที่ได้เกิดขึ้นภายในอาณาเขตดินแดนของประเทศเยอรมนีและเขตอำนาจศาลที่ทับซ้อนกับการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตต่อผู้ก่ออาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเยอรมนี ซึ่งตรงกับกรณีการกักขังนายทิวากร วิถีตน อย่างผิดกฎหมาย  แต่นับว่าโชคดีที่ในจดหมายฉบับที่สามนี้ เราไม่มีการกล่าวถึงพลเรือนคนใดที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมรายใหม่แต่อย่างใด ต่ขอเสนอข้อสรุปที่กระจ่างชัดเกี่ยวกับบทบาทของประเทศเยอรมนีที่เกี่ยวพันกับสิ่งใกล้จะเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย นั่นคือการทำรัฐประหารครั้งใหม่โดยกองทัพไทย

บรรดานักประวัติศาสตร์และนักการศึกษาคงจะมุ่งให้ความสนใจในสิ่งที่เราเรียกว่าทฤษฎีการกลับสู่ค่าเฉลี่ยของการทำรัฐประหารในประเทศไทย โดยอ้างถึงการเกิดรัฐประหารทุกรอบกี่ปีตามสถิติที่ผ่านมา ในรูปแบบเช่นนี้ ช่วงเวลาของรัฐประหารในประเทศไทยจึงมีมากกว่าช่วงเวลาของประชาธิปไตยที่มีน้อยนิดมาก ที่จริง อาศัยสติปัญญาของคนธรรมดาและข่าวสารที่ได้รับมาในระยะหลัง ทำให้เรารับรู้ได้ว่าประเทศไทยได้ผ่านพ้นช่วงเวลาของประชาธิปไตยครั้งล่าสุดมาแล้ว และต่อไปอีกไม่นานก็จะถึงช่วงเวลาของรัฐประหารครั้งใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในยุคสมัยของกษัตริย์คนใหม่ผู้ฝักใฝ่การฝึกทหารอย่างดุดัน แต่ยังไม่เคยผ่านช่วงเวลาของการทำรัฐประหารมาก่อน  สาธารณชนก็ได้รับรู้สถานการณ์เช่นนี้เช่นกัน จากคำพูดที่แฝงนัยยะดังกล่าวในวันนี้ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันโอชา เพื่อข่มขู่นักศึกษาในกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และสถาบันทหารมากขึ้นอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีข้อสงสัย จนนำมาซึ่งการพูดจาข่มขู่ดังกล่าวจากนายกรัฐมนตรีไทย

คณะทำงานด้านการข่าวอีกหลายคณะในประเทศไทยต่างก็ยอมรับสถานการณ์ที่ใกล้จะเกิดรัฐประหารครั้งใหม่นี้แล้วเช่นกัน จากการส่งข่าวออกไปให้เป็นที่รับทราบว่าพวกเขาต่างเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว  แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศเยอรมนีมีความโดดเด่นจากประเทศอื่นๆ คือการเป็นประเทศเดียวที่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่ออาชญากรรมลับจากประเทศไทย  ซึ่งไม่ใช่การเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ แต่จากประเทศเยอรมนี ซึ่งพบว่าเป็นที่ที่มีการเจรจาวางแผนเพื่อก่อรัฐประหารครั้งใหม่ในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้น  แม้ว่ารัฐประหารครั้งใหม่นี้ยังเป็นแค่เค้าลางของอนาคตอันใกล้ แต่ก็ได้มีผู้ตั้งคำถามขึ้นอย่างจริงจังแล้วในขณะนี้เกี่ยวกับความพยายามของเยอรมนีในการที่จะปฎิเสธข่าวดังกล่าวว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นภายในเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศเยอรมนี

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่เลือนลางคือภัยคุกคามจากตัวผู้ต้องหารายใหญ่ที่ถูกระบุว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในอาชญากรรมข้ามชาติครั้งนี้ ที่เริ่มต้นก่ออาชญากรรมจากภายในเขตแดนและภายในเขตอำนาจศาลของเยอรมนี ซึ่งจะมีการเดินทางออกจากยุโรปโดยขึ้นเครื่องบินที่เป็นของรัฐบาลไทยในเร็ววันนี้ เพื่อเข้าไปดูแลการดำเนินงานตอบโต้ผู้เห็นต่างทางการเมืองที่กำลังขยายจำนวนเพิ่มขึ้นมากในประเทศ ไทยให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น  โดยกระบวนการตอบโต้ผู้เห็นต่างทางการเมืองนั้นจะเป็นเสมือนหนึ่งปฎิบัติการทางทหาร เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

จดหมายฉบับนี้มุ่งหมายขอเป็นเพียงการเตือนใจจากสาธารณชนว่าหากประเทศเยอรมนีปล่อยให้ผู้ต้องหารายใหญ่ทำการวางแผนก่ออาชญากรรมข้ามชาติหรือหลบหนีการจับกุมออกจากเขตอำนาจศาลของเยอรมนี โดยรับรู้ถึงประวัติการก่ออาชญากรรมและความตั้งใจที่จะก่ออาชญากรรมอีกในอนาคตของบุคคลผู้นั้น นั่นย้อมเป็นการละเลยภาระหน้าที่อย่างไม่สมควรต่อความปลอดภัยของประชาชนที่เป็นพลเรือนของประเทศไทย  รัฐประหารที่เป็นที่คาดการณ์ครั้งใหม่นี้จะไม่เหมือนกับรัฐประหารหลายๆครั้งที่ผ่านมาในอดีตในประเทศไทย เนื่องจากจะเป็นครั้งที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจะตกเป็นผู้ร่วมก่ออาชญากรรมรัฐประหารในประเทศไทยด้วย ซึ่งเยอรมนีรับรู้เป็นอย่างดีในความจริงข้อนี้ จึงน่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ด้วยข้อกฎหมายและคุณธรรม

จึงกราบเรียนมาด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

(ลงชื่อ)

ชื่อ นามสกุล

Name Surname

สำเนาส่ง

Gyde Jensen, Chair for Bundestag Committee on Human Rights and Humanitarian Affairs Dr. Norbert Röttgen, Chair for Bundestag Committee on Foreign Affairs

Wolfgang Hellmich, Chair for Bundestag Committee on Defence

Margarete Bause, Spokesperson for Bundestag Committee on Human Rights and Humanitarian Affairs

Zaklin Nastic, Spokesperson for Bundestag Committee on Human Rights and Humanitarian Affairs

Dr. Peter Frank, Public Prosecutor General of the Federal Court of Justice