(ถอดความจากไลฟ์) จิตอาสา 904 ไอโอคลั่งชาติ

ถอดเนื้อหาจากคลิป : จิตอาสา 904: โครงการปลุกยุวชนคลั่งชาติของเสี่ยโอ โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ ช่อง ACT4DEM

 

โครงการจิตอาสา 904 กลายมาเป็นประเด็นสำคัญและเป็นจุดศูนย์กลางของงานที่วชิราลงกรณ์ทำในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาใช้จุดอ่อนจากกลุ่มคนที่มีโอกาสทางสังคมน้อย โดยการล้างสมองเพื่อสร้างภาพลักษณ์จอมปลอมให้ตัวเขาเองได้อย่างไร เราจะมาพูดคุยกันในบทวิเคราะห์นี้

จิตอาสา 904: โครงการปลุกยุวชนคลั่งชาติของเสี่ยโอ

วชิราลงกรณ์พยายามจะเน้นย้ำว่าประเทศไทยนั้นดีเหลือเกิน ใครๆ ก็อยากจะมาอยู่ คนไทยนั้นโชคดี แต่ความเป็นจริงแล้วคนที่โชคดีก็คือพวกชนชั้นสูง และเหล่าทหารที่โง่ แต่ก็ยังเสวยสุขได้ เพราะคนไทยมีความอดทนมาก แม้แต่ใบปริญญาบัตร ที่เหล่าสามัญชนต้องเรียนกันไม่รู้กี่ปี หมดเงินไปเท่าไหร่ อ่านหนังสือหัวแทบแตก เจ้าก็ยังเอามาแจกให้คนที่ตัวเองพึงพอใจง่ายๆ เสียอย่างนั้น โดยคนที่รับปริญญาก็ไม่ได้มีความรู้อะไรในสาขาที่ได้ปริญญาบัตรไปเลย

จิตอาสา ปกป้องสถาบัน แต่ใช้ภาษีประชาชน

จากงบประมาณแผ่นดินปี 2564 เราพบงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับโครงการจิตอาสาถึง 3 พันกว่าล้านบาท และนี่เป็นเพียงข้อมูลที่เปิดเผยเป็นทางการเท่านั้น หลายครั้งเราพบว่ามีงบประมาณที่แอบแฝงและไม่เปิดเผยอีกมาก ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงงบประมาณโครงการในพระราชดำริ

  • งบปกป้องสถาบัน ทหาร ราวปีละ 2 แสนล้าน ตำรวจ ราวปีละ 1 แสนล้าน
  • งบส่งเสริมสถาบัน กระจายไปตามกระทรวงต่างๆ ปีละ 5 พันล้าน
  • งบโครงการในพระราชดำริ ปีละ 3 พันล้าน
  • งบใช้จ่ายส่วนพระองค์ ปีละ 1 หมื่นล้าน

ปัจจุบัน หน่วยงานข้าราชการในพระองค์มีถึง 1.4 หมื่นคน โดยมีทหารอยู่ถึงกว่า 8 พันคน นับเป็นกองทัพย่อยๆ ได้เลย นอกจากนี้ยังมีงบประมาณของพระราชวงศ์องค์อื่นๆ เช่นโครงการของพระราชินี (รวมถึงพระพันปี) มีงบประมาณปีละหลายพันล้านบาท โครงการของจุฬาภรณ์ก็ใช้เงินกว่า 9 พันล้านต่อปี แม้แต่พระเทพก็มีโครงการที่ใช้งบประมาณราว 1.2 พันล้านบาทต่อปี ฯลฯ รวมแล้วราว 2 หมื่นล้านบาท

และตอนนี้เรามีโครงการจิตอาสา ที่เริ่มต้นจากงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ และอุดมศึกษา แพร่กระจายไปถึงงบประมาณส่วนท้องถิ่น โดยที่เป้าหมายของโครงการเป็นไปเพื่อล้างสมองให้เยาวชนรักชาติ และจงรักภักดีกษัตริย์ โดยไม่ได้พูดถึงคุณภาพของการศึกษาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์เลย

สิ่งที่น่าสนใจคือ โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยที่เน้นเรื่องจิตอาสา จะอยู่ตามชายแดน พื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว มีกฎอัยการศึก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทหารตำรวจมีอำนาจละเมิดสิทธิประชาชน ตัวครู อาจารย์เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนาจนิยม ทั้งนี้ทั้งนั้น งบประมาณทั้งหมดในการสนับสนุนนโยบายอวยกษัตริย์นี้ มาจากภาษีของประชาชน

ขบวนการผู้บริหารประเทศที่มาจากคนถือกระโถน ปูเตียง และเปิดประตูรถ

คนรับใช้ใกล้ชิดวชิราลงกรณ์ไม่ได้มีแค่ฝ่ายที่สร้างภาพสวยงาม แต่ยังมีคนที่คอยเป็นมือเท้า สำหรับจัดการคนที่ต่อต้าน ไม่ว่าจะตามกฏหมาย หรือใต้ดิน เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ในการเดินทางโดยเครื่องบินของวชิราลงกรณ์ เขาจะไปด้วยเครื่องบินสองลำทุกครั้ง น่าคิดว่าจะขนอะไรไปกันเยอะแยะนักหนา

การออกงานแต่ละครั้งก็เป็นไปอย่างฉาบฉวย แสดงแต่ความสวยงาม ไม่ได้มีการรับฟังความเดือดร้อน หรือช่วยพัฒนาท้องถิ่น มีแต่การแก้ต่างให้ตัวเองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่โทษคนที่ต่อต้านและออกมาแฉความจริงว่าโดนล้างสมองจากผุ้ไม่หวังดี

วชิราลงกรณ์ได้เข้าควบคุมทั้งกองกำลังทหาร และตำรวจไว้หมด เดิมทีกองกำลังที่ดูแลความปลอดภัยของกษัตริย์ จะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เขาได้ทำการแก้กฎหมายให้กองกำลังตำรวจรักษาพระองค์มาอยู่ภายใต้กษัตริย์โดยตรง และได้เปลี่ยนชื่อเป็นกองบังคับการปฎิบัติการพิเศษ เพื่อให้ไม่ฟังดูเป็นกองกำลังส่วนตัวของกษัตริย์อย่างโจ่งแจ้ง โดยคำสั่งทั้งหมดนี้ออกผ่านสำนักงานตำรวจโดยตรง โดยไม่ได้ผ่านรัฐสภา

ทำไมจึงยังไม่เกิดรัฐประหาร

ความยิ่งใหญ่ของกองบังคับปฎิบัติการพิเศษนั้นประกอบด้วยหน่วยงานย่อยถึง 11 หน่วยงาน จะเห็นได้ว่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานถวายอารักขาพระราชวงค์ แต่ยังมีการปราบปรามการก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม รวมถึงปรามปรามม๊อบ ดังที่เราได้เห็นว่ามีตำรวจทหารคอยออกหมายจับ ตามไปข่มขู่คุกคามคนเห็นต่างถึงบ้าน หรือที่ทำงาน และโรงเรียน

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ประเทศไทยยังไม่เกิดการรัฐประหาร เพราะวชิราลงกรณ์สามารถใช้ตำรวจควบคุมทุกอย่างได้ไม่ต่างกัน ยิ่งกว่านั้น ตำรวจยังสามารถเข้าถึงข้อมูลราษฎรโดยตรง (กระทรวงมหาดไทย) และกอ.รมน. (ซึ่งขึ้นกับ ผบ.ทบ. ที่ก็เป็นคนของวชิราลงกรณ์) สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ระดับหมู่บ้าน  สอดส่องได้ในระดับครัวเรือน ทั้งนี้ การใช้ทหารทำรัฐประหารก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของกษัตริย์ในสังคมโลกเสียด้วย การใช้ตำรวจทำการรัฐประหารเงียบ จึงเป็นแผนการที่แยบยลที่สุด

ในเวลานี้ อำนาจควบคุมตำรวจ และทหารในประเทศก็แทบจะตกอยู่ในมือของคนเพียงสองตระกูล คือ ภูริเดช ที่คนน้องยึดสำนักงานตำรวจ และคนพี่ยึดกองกำลังองครักษ์ และสุขวิมล ที่คนพี่เป็นราชเลขาธิการ และน้องชายเป็นผบ.ตร.

ที่ผ่านมาเรามีการรัฐประหารเพราะทหารมีหลายขั้ว ตำรวจเองก็ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทหาร แต่เมื่อทุกเหล่าทัพ และตำรวจ อยู่ภายใต้กษัตริย์ และมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน คือ การรับใช้ และปกป้องกษัตริย์ การรัฐประหารจึงไม่จำเป็น และเป็นไม่ได้ที่จะต่อต้านกษัตริย์ ดังจะเห็นได้จาก ผบ.ทบ. ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนคนไปแล้ว แต่ก็ยังมีเจตนารมณ์เหมือนเดิม

การที่กษัตริย์ควบรวมเอากองกำลังทั้งหมดนี้เข้ามาไว้ในอุ้งมือของตน ทำให้ระบบเผด็จการยิ่งยากที่จะต่อต้าน เพราะผู้คนจำนวนมากที่ยังหลงมัวเมาในภาพลวงตา จนไม่กล้าต่อต้านอำนาจเผด็จการ เพราะมีความเชื่อเรื่องกษัตริย์ผู้เป็นเจ้าชีวิตมาครอบงำความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไว้

ดังนั้น การที่เด็กรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาต่อต้านจึงเป็นความกล้าหาญอย่างที่สุด เพราะพวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงแค่กับคนถือปืน แต่ยังต้องต่อสู้ทางความคิดกับเหล่าไดโนเสาร์ และซอมบี้ที่โดนล้างสมองกันมาเกือบแปดสิบปีด้วย

หัวหน้าจิตแปรปรวน ลูกน้องหัวหมุน

นอกจากที่เหล่าขี้ข้าสีเขียว สีกากี จะต้องไปอุ้มฆ่าคน ออกหมายจับ คุกคามข่มขู่ คนเห็นต่าง เอาใจนายใหญ่แล้ว ยังต้องเอาใจเมียนายใหญ่เช่นกัน ซึ่งก็มีหลายคน จะเอาใจแค่คนเดียวก็ไม่ได้ เพราะจะถูกมองว่าเลือกข้าง และอาจจะกลายเป็นภัยต่อตัว

แต่ยังไม่ต้องพูดถึงการตามใจบรรดาเมียๆ หลายชีวิต ลำพังแต่เอาใจนายใหญ่คนเดียวก็ยากแล้ว เพราะวชิราลงกรณ์เป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย โดยที่สำนักข่าวต่างประเทศก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้มาตลอด คนรอบข้างของวชิราลงกรณ์จึงต้องประจบเอาใจ เพื่อแย่งชิงอำนาจ ตัววชิราลงกรณ์เองก็ออกคำสั่งตามใจตัวเอง ไม่ได้มีเหตุผล ความชอบธรรม หรือคุณธรรมใดๆ ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้ง ปลด และแต่งตั้งเจ้าคุณพระ ภายในเวลาไม่กี่เดือน

กษัตริย์นักบินผู้ไม่ชอบอยู่ประเทศตัวเอง

ไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์ที่แปรปรวน และคาดเดาไม่ได้ วชิราลงกรณ์ยังแทบไม่ได้อยู่ไทยเลย แม้เขาจะดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศก็ตาม เราได้ตรวจสอบเที่ยวบินต่างๆ ของเครื่องบินส่วนตัวของเขาตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา พบว่าเขาบินไปกลับมิวนิคซูริคบ่อยครั้ง และยังบินไปสนามบินต่างๆ ในเยอรมนีมาแล้วแทบทั้งประเทศ

เราพบว่าอ.สมศักดิ์ เคยโพสถึงวันที่วชิราลงกรณ์อยู่ประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี 2016 (หลังจากที่ ร.9 สวรรคต) แต่เนื่องจากเราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดิบได้ จึงนำเอาข่าวพระราชสำนักมาเทียบเคียง โดยค้นหาจากวันที่วชิราลงกรณ์ปรากฎตัวในข่าวเป็นการยืนยันว่าเขาอยู่ประเทศไทย และในปี 2563 ก่อนเดือนตุลาคมที่เขากลับมาอยู่ยาว เขาปรากฎตัวในข่าวเพียงแค่สิบวัน

ค่าวเยาวชนจิตอาสา หรือยุวนาซี ?

การฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสาจัดขึ้นในค่ายทหาร โดยทหาร และตำรวจ ซึ่งดูไม่ต่างกับค่ายล้างสมองของยุวนาซี

ในการฝึกรุ่นแรกๆ เป็นการฝึกหัวหน้าหน่วย เพื่อให้ไปฝึกอบรมต่อเป็นเครือข่ายลูกโซ่ เมื่อเราดูรายวิชาในการอบรมแล้ว เราจะเห็นว่าหลักสูตรเหล่านี้ล้วนเน้นการปกป้องสถาบัน และ การพัฒนาคนเพื่อออกไปล้างสมองคนข้างนอกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการใช้โครงการของ ร.9 มาเป็นเครื่องมือสร้างภาพว่างานของตัวเองเป็นการสานต่อจากรุ่นพ่อ

จะเห็นได้ว่าการอบรมจิตอาสานั้น เป็นการสร้างคนให้เป็นเครื่องจักรให้ออกไปป่าวประกาศโฆษณาชวนเชื่อ และยังใช้คนเป็นเครื่องจักรผลิตไอเดีย และสื่อในการโปรโมท โดยที่กษัตริย์เองไม่ต้องทำอะไรเลย

วิธีการอบรมของโครงการจิตอาสาก็เป็นแบบอนุรักษ์นิยม คือยัดเยียดความรู้ใส่สมองของคนเรียน โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ซักถาม หรือโต้แย้งสงสัย ทุกคนจะต้องเห็นเหมือนกัน คิดเหมือนกัน ทำเหมือนๆ กัน

คนที่เป็นคนโปรดของกษัตริย์ก็ถูกส่งไปเป็นประธานในคณะกรรมาธิการต่างๆ อย่างเช่น ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล ซึ่งการที่เขาเป็นตัวแทนของกษัตริย์ เมื่อเข้าไปนั่งอยู่ในที่ประชุมก็ทำให้ยากที่จะมีใครโต้แย้ง หรือคัดค้านความคิดเห็นของเขา (ซึ่งก็น่าจะมาจากกษัตริย์อีกที)

แม้ว่าจะใช้คำว่าจิตอาสา แต่ก็มีเครื่องแบบให้ใส่ โดยมีการจัดแถว มีการเดินขบวนที่ไม่ต่างอะไรจากทหาร นับวันภาพของคนไทยยิ่งเข้าใกล้เกาหลีเหนือมากขึ้นทุกวัน

การหมอบกราบแบบที่เราเริ่มเห็นจนชินตาในวันนี้นั้น อันที่จริงแล้วแทบจะไม่เกิดเลยในรัชสมัยก่อนๆ และการหมอบกราบก็ถูกยกเลิกไปเป็นร้อยปีแล้ว เพราะมันเชย และแสดงให้เห็นว่าไม่มีอารยะ แต่ในรัชสมัยปัจจุบันกลับนำกลับมาใช้ โดยเริ่มต้นมาจากการประจบประแจงของนายกจอมหน้าด้าน ที่ยิ่งนับวันยิ่งหมดสภาพความเป็นคน

จิตอาสาคือเปลือก แก่นแท้ก็แค่การจัดฉากสร้างภาพโฆษณาชวนเชื่อ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ วชิราลงกรณ์กับพระราชินี ไปพูดให้เยาวชนจิตอาสาฟังเพียงสิบกว่านาที แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงสติปัญญาที่อ่อนด้อย และไม่มีทัศนคติที่เหมาะกับการเป็นประมุขของชาติเลย ไม่ว่าจะเป็นการดูถูกประเทศเพื่อนบ้าน หลงตัวเอง เหยียดชาติพันธุ์

ไหนจะอ้างอีกว่าไม่เคยโฆษณาตัวเอง ซึ่งเป็นคำพูดที่ไร้ยางอาย เพราะก็เห็นกันทนโท่อยู่ว่ามีข่าวในพระราชสำนักที่บังคับให้ประชาชนดูทุกช่อง ทุกวัน

โรงเรียนจิตอาสา ที่ออกแบบหลักสูตรโดยตัววชิราลงกรณ์และคนสนิทของเขาเอง จึงไม่ได้แตกต่างอะไรกับค่ายยุวชนนาซี ที่ล้างสมองคนให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องยึดโยงกับศีลธรรม เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ และไม่สนใจทรรศนะของโลกเลย

เหล่าคนรับใช้ที่สนิทกับกษัตริย์ก็พากันไปเสนอหน้าให้เห็น คนพวกนี้มีตำแหน่งใหญ่โต ควบคุมกองกำลัง หน่วยงานราชการ กระบวนการยุติธรรม และธุรกิจต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ พวกเขาทั้งโดนล้างสมองเอง และร่วมกันล้างสมองเยาวชนให้ภาคประชาชนอ่อนกำลัง เพราะต้องมัวแต่ต่อสู้กันเอง จนไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อต้านอำนาจของเผด็จการได้

ถ้าหากว่าสิ่งที่เหล่าจิตอาสานี้ปกป้อง จะเป็นกษัตริย์ที่ดี มีทศพิธราชธรรม อยู่ในศีลในธรรม และไม่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ เราคงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่สิ่งที่เหล่าจิตอาสาเหล่านี้ หลับหูหลับตาปกป้อง เป็นฆาตกร เป็นคนที่ไม่ทำงาน แต่เอาภาษีประชาชนไปผลาญกับผู้หญิง และปรนเปรอความสุขตัวเอง เป็นคนไม่มีคุณธรรม ไม่รู้จักศีลธรรม ไม่ฟังเสียงประชาชน เราจึงต้องรู้ทันพวกแก๊งสิบแปดมงกุฎนี้ และจะต้องไม่ตกหลุมพรางมัวแต่ทะเลาะกันเอง

เรามีศัตรูร่วมกันเพียงคนเดียว และมันกำลังขัดขวางการพัฒนาประเทศไทย